
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไป “หาดใหญ่” ร่วมกับทีมนโยบาย พรรคประชาชน เพื่อศึกษาปัญหาการรับมือ “ภัยพิบัติน้ำท่วม” ในอนาคต หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปี 68 โดยเน้นประเด็นการพัฒนาเมืองในระยะต่อไป
“หาดใหญ่วันนี้” โดยภาพรวมเกือบกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ถือว่าเป็นพื้นที่ที่ฟื้นฟูได้เร็ว หากเทียบกับสภาพความเสียหายจากภัยพิบัติร้ายแรงเมื่อพฤศจิกายนปีที่แล้ว ต้องชื่นชมความใจสู้ของผู้ประกอบการในเมืองหาดใหญ่ ที่ลุกขึ้นมาฟื้นฟูหน้าร้านของตนเองโดยไม่รอการช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐ

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ต้องติดตามคือเงินชดเชยช่วยเหลือต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินทดรอง 9,000 บาทที่ยังได้ไม่ครบทุกหลัง และเงินค่าซ่อมบ้าน 49,500 บาท โดยวันที่ 18 ก.พ. จะหมดระยะเวลาภัยพิบัติ จึงอาจต้องให้ทาง ปภ. ขยายระยะเวลาออกไป เพื่อให้รัฐบาลอนุมัติงบกลางเพิ่มเติมมาจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ประสบภัย
อีกเรื่องสำคัญคือ “เมืองหาดใหญ่” ที่ทุกคนทราบว่าเป็นเมืองที่ต้องรับน้ำจากเทือกเขาทั้งฝั่งเขาคอหงษ์ นาหม่อม และสะเดา ต่อไปจะรับมืออย่างไร
จากการเดินทางไปพบผู้คนในพื้นที่ ทั้งนักวิชาการ ภาคเอกชน และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น ชลประทาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯลฯ ขอสรุปเบื้องต้นว่า การแก้ไขต้องแบ่งเป็น 3 เฟส คือ “ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว”
“ระยะสั้น” สิ่งที่ต้องทำคือ
“ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมที่เสียหายจากปีที่แล้ว” ให้กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ทั้งการขุดลอกท่อ คูคลองที่อุดตัน ซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำ และประตูระบายน้ำที่ได้รับความเสียหาย ให้เสร็จก่อนเดือนตุลาคมปีนี้
“เร่งทำมาตรฐานการปฏิบัติงาน (SOP)” การรับมืออุทกภัย
กำหนดเกณฑ์การรับมือสถานการณ์ เช่น หากมีฝนสะสมในพื้นที่ 24 ชั่วโมงเกิน xx มิลลิเมตร ให้มีการแจ้งเตือนและใช้แผนเผชิญเหตุ ลดขั้นตอนการตัดสินใจและสั่งการ
“จัดทำฐานข้อมูลรายชุมชน” ข้อมูลกลุ่มเสี่ยง จุดอพยพ และเส้นทางที่ปลอดภัย รวมถึงบูรณาการข้อมูลและการทำงานระหว่างหน่วยงาน เช่น เทศบาล ปภ. อบจ. จังหวัด ชลประทาน และ สทนช.
“ตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำถาวรระดับจังหวัด” เป็นศูนย์ปฏิบัติการที่แต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัด โดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นผู้ดูแล ทำหน้าที่รายงานเหตุการณ์ต่อคณะกรรมการจัดการน้ำระดับจังหวัด เผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ และทำหน้าที่เป็น “สำนักเลขานุการ” ของคณะกรรมการฯ ประสานงานกับหน่วยงานด้านน้ำ เช่น สทนช. สสน. กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัด

“ระยะกลาง” สิ่งที่ต้องทำคือ
“ลงทุนเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานป้องกันและรับมือน้ำท่วม” ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ทั้งระบบท่อระบายน้ำ จุดสูบน้ำเพิ่มเติม โรงประปาแห่งใหม่ รวมถึงโครงการชะลอและระบายน้ำจากคอหงษ์ นาหม่อม และสะเดา ส่วนนี้เป็นการลงทุนโครงสร้าง “ขนาดใหญ่” โดยเฉพาะการระบายน้ำจากฝั่ง “เขาคอหงษ์” ซึ่งอาจเป็นอุโมงค์ระบายน้ำไปเชื่อมคลอง ร.3 เพื่อระบายน้ำได้เร็วขึ้น

“ระยะยาว” สิ่งที่ต้องทำคือ
“ออกแบบพื้นที่เมืองหาดใหญ่ในอนาคต” ให้มีพื้นที่ซับน้ำมากขึ้น และมีพื้นที่ยกระดับ เช่น ทางรถไฟ สกายวอล์ก และพื้นที่พาณิชยกรรมบนอาคารชั้น 2 ขึ้นไป ส่วนหน้าร้านชั้น 1 ปรับเปลี่ยนให้รับมือน้ำท่วมได้ เช่น ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ขนย้ายได้ หรือวัสดุพื้นผิวที่ทำความสะอาดง่าย
“พัฒนาย่านเมืองใหม่” ทั้งย่านการค้าและที่อยู่อาศัยของหาดใหญ่ อย่างมีทิศทาง ให้เป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ของหาดใหญ่ในพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วม เพื่อให้การเติบโตของเมืองเป็นไปอย่างมียุทธศาสตร์
ท้ายที่สุด การทำงานต้องเน้นการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำทาง “ต้นน้ำ” และการระบายน้ำต้องคำนึงถึงชุมชน “ปลายน้ำ” ที่ติดทะเลสาบสงขลา
ที่สำคัญ รัฐบาลชุดต่อไปต้องลงทุนกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยยึดหลักการ “มีส่วนร่วม” และ “การกระจายอำนาจ” ให้ท้องถิ่น ทั้งระดับ อบจ. เทศบาล และ อบต. ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ให้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหา โดยรัฐบาลต้องสนับสนุนทั้งคน เครื่องมือ ข้อมูล และงบประมาณ



ภาพบางส่วนจาก “vr_oas_psu_ac_th/hatyaiflood2025/” และเวทีการจัดทำร่างผังเมืองรวมหาดใหญ่ฉบับประชาชน โดย สภาเศรษฐกิจหาดใหญ่ วันที่ 30 ม.ค. 69